อาหารบำรุงสมอง

อาหารบำรุงสมอง อเลอไทด์ Alertide ร้านอั้ม ณัฐกานต์ ยินดีต้อนรับค่ะ

โรคทางสมองใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด

สมอง,อัลไซเมอร์,อาหารบำรุงสมอง,อาหารเสริมบำรุงสมอง
โรคทางสมอง



เมื่อพูดถึงโรคทางสมองหลายๆคนคงคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นโรคของคนสูงอายุ แต่ในความเป็นจริงแล้วโรคทางสมองนี้สามารถเป็นได้ทุกวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงสูงอายุเลยทีเดียว โรคทางสมองที่ว่านี้ คือ โรคที่เกิดจากเซลล์ของสมองมีการทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ทางสมอง ซึ่งโรคทางสมองที่เรารู้จักคุ้นเคยดี เช่น พาร์กินสัน โรคลมชัก อัมพฤกษ์ อัมพาต โดยสาเหตุของการเกิดโรคทางสมองหลักๆ คือ  การเจ็บป่วย กรรมพันธุ์ การบาดเจ็บทางสมอง เป็นต้น


สาเหตุของโรคทางสมอง


1. โรคหลอดเลือดสมอง
โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่พบได้บ่อย โดยมีปัจจัยเสี่ยงมาจากโรคหลอดเลือดแดงแข็ง โรคเบาหวาน โรคความดันสูง โรคไขมันในเลือดสูง ซึ่งโรคเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง หรือไม่ก็ทำให้เกิดภาวะเลือดออกในสมองได้


2. การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย
การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ได้แก่ โรคสมองอักเสบ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ


3. การบาดเจ็บของสมอง
การบาดเจ็บของสมอง อาจเกิดจากอุบัติเหตุทำให้สมองได้รับการกระทบกระเทือน


4. โรคลมชัก
โรคลมชัก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคลมชักมักมีอาการชักโดยไม่ทราบสาเหตุว่าอะไรทำให้เซลล์สมองทำงานผิดปกติจนทำให้เกิดอาการชัก โรคนี้ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะมีอาการชักทั้งตัว ที่เหลืออาจมีอาการชักกระตุกเพียงบางส่วนของร่างกาย หรืออาจไม่มีการชักกระตุก แต่เป็นการเหม่อลอยและหมดสติ


5. โรคจากระบบภูมิคุ้มกัน
โรคจากระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่ โรคหลอดเลือดอักเสบ (Vasculitis) โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis, MS) โรคเอสแอลอี (SLE)


6. ความผิดปกติแต่กำเนิด
ความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด ความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือการที่มารดาติดเชื้อเช่น โรคหัดเยอรมัน หรือมารดาได้รับสารพิษขณะตั้งครรภ์ เป็นต้น


7. เนื้องอกหรือมะเร็งที่สมอง


8. การได้รับสารพิษ
เช่น สารตะกั่ว อาการของโรคทางสมอง


อาการของโรคทางสมอง ได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน การพูดเปลี่ยนไป เลือดออกจากหู ความจำเสื่อม ปวดหัว ชัก การเปลี่ยนแปลงทางบุคลิกภาพ การเคลื่อนไหวของร่างกายเปลี่ยนไป การได้ยินเปลี่ยน ภาวะทางอารมณ์เปลี่ยน โดยที่อาการดังกล่าวอาจจะเกิดขึ้นเพียงอย่างเดียวหรือพร้อมกันหลายอย่างได้ ซึ่งในการวินิจฉัยโรคทางสมองนั้นสามารถทำได้โดยการดูประวัติการเจ็บป่วยต่างๆ การตรวจเลือดเพื่อดูการติดเชื้อ ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง ตรวจภาพสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การตรวจน้ำไขสันหลัง หรือการตัดชิ้นเนื้อจากสมองเพื่อหาความผิดปกติ


การรักษาโรคทางสมอง
ต้องไปดูว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ถ้าเกิดจากการติดเชื้อก็ให้ยาฆ่าเชื้อ ถ้าเกิดจากโรคต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดโรคทางสมองตามมา เช่น โรคความดัน โรคเบาหวาน ก็ต้องรักษาโรคดังกล่าวอาจจะรักษาด้วยยาหรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ควบคุมอาหาร ลดของทอด ของมัน ร่วมด้วย การใช้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการที่เกิดขึ้น เช่น การให้ยาแก้ปวด หรือการทำกายภาพบำบัดเป็นต้น


เห็นได้ว่าโรคทางสมองนั้นใกล้ตัวกว่าที่คิดมาก เพราะสามารถเกิดได้ในทุกคน และทุกวัย ซึ่งสาเหตุของโรคทางสมองนั้นมีทั้งคาดการณ์ได้ และคาดการณ์ไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือการดูแลตนเองให้ดี ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย เพื่อป้องกันหรือหลีกเลี่ยงภาวะที่จะนำไปสู่การเกิดโรคทางสมอง



ด้วยความปรารถนาดีจาก...อเลอไทด์ alertide ช่วยฟื้นฟู ดูแล บำรุง สมองและระบบประสาท ช่วยเพิ่มความจำและความสามารถในการเรียนรู้ ช่วยให้มีสมาธิในการเรียนการทำงาน ลดภาวะสมาธิสั้น



อเลอไทด์ Alertide



สอบถามเพิ่มเติม
อั้ม ณัฐกานต์
Line ID : @cuq2079y
Fan page: อาหารบำรุงสมอง
Website: www.myhomealertide.com/p/15
Website: http://alertbtalertide.lnwshop.com
Tel: 064-2616445


เคยเป็นกันบ้างไหม?? เรื่องสำคัญ ๆ ในชีวิตที่อยากจำกลับลืมทุกที


อเลอไทด์, alertide, ยาครูสลา, สมอง, อัลไซเมอร์, อาหารบำรุงสมอง
เสริมความจำ


เคยเป็นกันบ้างไหม??

เรื่องสำคัญ ๆ ในชีวิตที่อยากจำกลับลืมทุกที วันนี้มีเคล็ดลับป้องกันสมองเสื่อม 12 ประการ ต่อไปนี้จะช่วยหยุดความจำที่ชอบเล่นไม่ซื่อกับคุณ คราวนี้ คุณก็ไม่ต้องพึ่งกระดาษโน้ตช่วยเตือนความจำอีกต่อไป


ประสิทธิภาพในด้านความจำจะค่อย ๆ ลดลงเมื่ออายุย่างเข้า 25 ปี เพราะเซลล์ความจำเริ่มเสื่อมลงเรื่อย ๆ ปีละ 1% และยิ่งเสื่อมเร็วมากขึ้นเมื่ออายุเข้า 50 รู้แล้วก็อย่าตื่นตระหนก เพราะมีวิธีมากมายที่จะช่วยให้คุณมีความจำดีเยี่ยม ทีนี้จำได้แม่นยำเลยว่าวางกุญแจรถไว้ตรงไหน มาดูเคล็ดลับดี ๆ จากนิตยสาร Health Plus เลยค่ะ


ความจำแย่ ทำยังไงดี ?


ถ้าคุณหลงลืมเป็นประจำ เช่น จำไม่ได้ว่าวางกุญแจรถไว้ที่ไหน คำพูดติดอยู่ที่ปากแต่คิดไม่ออก ลืมของไว้ที่ร้านต้องย้อนกลับไปเอา หรือ ลืมชื่อคนอยู่เป็นประจำ เหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณต้องเสริมสร้างความจำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด " โรคสมองเสื่อม " ตามมา  " ตามธรรมชาติเมื่อเราอายุมากขึ้น ร่างกายก็จะอ่อนแอลง ไม่มีเรี่ยวแรงเหมือนก่อน สมองก็เช่นกัน โดยเฉพาะอาการหลงลืม จะส่งผลต่อความจำระยะสั้น" ดร.โจ อิดดอน ผู้เชี่ยวชาญด้านความจำกล่าว ข่าวดีคือ คุณสามารถเสริมสร้างความจำให้เป็นเลิศได้ด้วย 11 วิธีต่อไปนี้


1. เล่นเกม บริหารสมองและเสริมสร้างความจำด้านสายตา โดยการจ้องวัตถุชิ้นหนึ่งนานประมาณ 2 - 3 นาที สมมติว่าเป็น แจกันดอกไม้ ให้จดจำแม้กระทั่งรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ จากนั้นวาดสิ่งที่คุณเห็นลงบนกระดาษ (วาดไม่สวยไม่เป็นไร) คราวนี้หวนกลับไปมองที่แจกันอีกครั้ง ดูว่ามีรายละเอียดใดที่คุณวาดตกหล่นไป " ฝึกเช่นนี้เป็นประจำจะช่วยพัฒนาความจำระยะสั้น " โดมินิกบอก


2. ทำงานอดิเรก " มีหลักฐานระบุว่า คนที่ชอบออกไปพบปะผู้คน หรือ ไปเที่ยวชมสิ่งที่น่าสนใจนอกบ้าน และ ทำงานอดิเรก เช่น เล่นครอสเวิร์ด ถักนิตติ้ง เล่นไพ่บริดจ์ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทางเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท แต่ละเซลล์เข้าด้วยกัน (brain connections) ลดโอกาสการเป็น โรคอัลไซเมอร์ ลงถึง 1 ใน 3 " ไลคฟ์ เอเวอร์ แห่ง The Aizheimer’s Society กล่าว


3. เคี้ยวหมากฝรั่ง คุณอาจไม่ชอบที่หมากฝรั่งติดหนึบตามทางเท้า แต่การเคี้ยวหมากฝรั่ง ช่วยให้ความจำดี มหาวิทยาลัยนอร์ธอัมเบรีย พบว่า ความสามารถในการจดจำบัญชีคำศัพท์ของอาสาสมัครดีขึ้น 1 ใน 3 เมื่อให้เคี้ยวหมากฝรั่ง


4. ทานวิตามิน อาหารที่อุดมด้วยวิตามินเอ ซี และ อี เช่น ส้ม และ พริกหวาน ช่วยให้ความจำดี " อนุมูลอิสระที่อยู่รอบตัวเรา จะไปทำลายเซลล์ประสาทในสมอง ทำให้ความจำเริ่มเลอะเลือน แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วย การกินแอนตี้ออกซิแดนท์ เช่น วิตามินเอ ซี และ อี " ดร.มาร์ค แอตคินสัน ผู้เชี่ยวชาญของ Health Plus กล่าว


5. เกมจดจำชื่อ เมื่อได้รับการแนะนำให้รู้จักใครสักคน แค่ผ่านไป 5 นาที คุณลืมชื่อคนคนนั้นแล้ว เช่น ลองทำตามเคล็ดลับของโดมินิก โอเบรียน "คุณต้องเชื่อมโยงชื่อคนกับใบหน้า สมมติคุณเจอคนคนหนึ่งชื่อ บิล เพรสตัน และเมื่อคุณเจอเขา คุณคิดว่าเขาคล้ายเซลส์แมนขายรถ (ไม่เป็นไรถึงเขาจะไม่ใช่เซลส์แมนจริง ๆ เพราะสมองของคุณได้ทำการเชื่อมโยงแล้ว) เชื่อมโยงชื่อต้นของเขากับ บิล คลินตัน นึกภาพบิล คลินตัน อยู่ในโชว์รูมรถ จากนั้นเชื่อมโยงนามสกุลของเขา โดยตัดคำว่า "เพรส" ออกจากคำว่าเพรสตัน นึกภาพ บิล คลินตัน กำลังเพรสอัพส์ (press-ups) หรือ วิดพื้น เมื่อคุณพบเขาในครั้งต่อไป สมองของคุณจะคิดถึงภาพเซลส์แมนขายรถ และภาพโชว์รูมรถที่มี บิล คลินตัน วิดพื้นอยู่ ทีนี้คุณก็จำชื่อของเขาได้แล้ว


6. การรักษาแผนโบราณ โสม เป็นยาจีนที่ใช้ชะลอความเสื่อมของเซลล์มานานหลายศตวรรษ อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยเมื่อเร็ว ๆ นี้เผยว่า โสมช่วยฟื้นฟูความจำของคนป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ที่มีอาการสมองเสื่อมให้ดีขึ้น นั่นเพราะโสมช่วยกระตุ้นการสร้างสารเคมีบางอย่างในสมอง ที่ช่วยฟื้นฟูความจำ


7. เทคนิคการจำตัวเลข กี่ครั้งแล้วที่บัตรเอทีเอ็มถูกเครื่องกลืนไป เพราะจำรหัสผิด โดมินิก โอเบรียน แนะให้ใช้ภาพแทนตัวเลข " เช่น สมมติรหัสเอทีเอ็มของคุณคือเลข 2581 ให้นึกเรื่องราวในธนาคารหงส์ (2) ตัวหนึ่งเข้าวิ่งไล่งู (5) เข้าไปในธนาคาร พนักงานธนาคารคือสโนว์แมน (8) ถือเสาธง (1) โบกไปมา ยิ่งเรื่องที่จินตนาการเหลวไหลเท่าไร คุณก็ยิ่งจำได้มากขึ้นเท่านั้น " โดมินิกบอก คุณสามารถนำวิธีนี้มาประยุกต์ใช้กับการจำเบอร์โทรศัพท์ เบอร์โรงพยาบาล และหมายเลขกรมธรรม์


8. กินน้ำมันปลา ปลาเป็นอาหารบำรุงสมอง การศึกษาของศูนย์การแพทย์เซนต์ลุค ชิคาโก พบว่าการกินน้ำมันปลา (เช่น ปลาแมคเคอเรล  ซาร์ดีน  แซลมอนและปลาทูน่าสด) ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์


9. ไปซูเปอร์มาร์เก็ต โยนใบรายการซื้อของทิ้งไป หันไปใช้วิธีจำของที่ต้องซื้อโดยนึกภาพของที่จะซื้อเป็นการเดินทาง โดมินิก โอเบรียน อธิบาย " นึกภาพการเดินทางที่คุ้ยเคยในหัว อาจเป็นการเดินไปทำงานหรือไปห้องสมุด นึกภาพจุดแวะ 10 จุด ระหว่างการเดินทาง จุดแวะแต่ละจุดคือภาพของที่ต้องซื้อ ตัวอย่างเช่น ขนมปัง 1 แถวกำลังยืนคอยอยู่ที่ป้ายรถเมล์ และมีชามส้มตั้งอยู่บนทางม้าลาย ทีนี้เมื่อคุณเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต ให้นึกภาพการเดินทางในหัวของคุณ เพื่อจดจำรายการสิ่งของที่ต้องซื้อ เริ่มจากของ 10 อย่างก่อน เมื่อคุณจดจำได้ดีขึ้นแล้ว จึงค่อยเพิ่มรายการของให้มากขึ้น


10. นอนให้เพียงพอ นักวิทยาศาสตร์ในเบลเยี่ยมค้นพบว่า การนอนหลับอย่างเพียงพอช่วยให้สมองสามารถเก็บข้อมูลใหม่ ๆ ไว้ในความจำ เพื่อจะได้นำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในอนาคต ดังนั้นควรนอนหลับให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง


11. สมุนไพรช่วยได้ น้ำมันหอมระเหยกลิ่นโรสแมรี ช่วยให้คุณสามารถจดจำสิ่งที่ลืมไปแล้ว ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยนอร์ธอัมเบรีย พบว่า คนที่ดมกลิ่นโรสแมรี จะรู้สึกกระฉับกระเฉงว่องไว สามารถจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้มากขึ้น 15% ลองหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นโรสแมรี 2 - 3 หยด ลงในอ่างอาบน้ำ หรือจะจุดตะเกียงน้ำมันหอมระเหยก็ได้





▶ ด้วยความปรารถนาดีจาก...อเลอไทด์ alertide ช่วยฟื้นฟู ดูแล บำรุง สมองและระบบประสาท ช่วยเพิ่มความจำและความสามารถในการเรียนรู้ ช่วยให้มีสมาธิในการเรียนการทำงาน ลดภาวะสมาธิสั้น

อเลอไทด์,alertide,ยาครูสลา,สมอง,อัลไซเมอร์,อาหารบำรุงสมอง
Alertide อเลอไทด์



สอบถามเพิ่มเติม
อั้ม ณัฐกานต์

Line ID : @cuq2079y

Fan page: อาหารบำรุงสมอง

Website: www.myhomealertide.com/p/15

Website: http://alertbtalertide.lnwshop.com

Tel: 064-2616445


ลูกมีนิสัยก้าวร้าวชอบตีผู้ใหญ่ ควรทำอย่างไรดี?


alertide,อเลไทด์,สมอง,ยาครุสลา,อัลไซเมอร์,อาหารบำรุงสมอง
ลูกก้าวร้าว


ลูกมีนิสัยก้าวร้าวชอบตีผู้ใหญ่ ควรทำอย่างไรดี?


ก่อนอื่นคุณแม่ต้องเข้าใจก่อนนะคะว่าธรรมชาติของเด็กวัย 1-3 ปีซึ่งเป็นวัยเด็กเล็กนี้จะต่อต้านผู้ใหญ่ และอยากเป็นตัวของตัวเองมากกว่าวัยทารก เพราะเค้าจะสามารถเดินได้และช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง แต่ยังสื่อสารด้วยคำพูดไม่เก่ง เมื่อโดนขัดใจเด็กจึงอาจแสดงพฤติกรรมต่อต้านจนบางครั้งดูเหมือนก้าวร้าว เช่น ตี กัด ร้องดิ้นอาละวาด ได้ ซึ่งผู้ปกครองควรจะเข้าใจและทราบถึงวิธีการ " รับมือ "ิกับพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้อย่างถูกต้องค่ะ


เพราะอะไรเด็กเล็กถึงก้าวร้าว?

พฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กเล็กมีปัจจัยสำคัญคือพื้นฐานอารมณ์และบุคลิกภาพของเด็กเอง ร่วมกับปัจจัยภายนอกหลาย ๆ อย่าง เช่น การเลี้ยงดูในครอบครัว หากผู้ปกครองชอบใช้อารมณ์รุนแรงในบ้าน สมาชิกในครอบครัวทะเลาะกันบ่อย ๆ หรือชอบใช้ความรุนแรงกับเด็ก การติดสารเสพติดในครอบครัว ครอบครัวที่ขาดระเบียบวินัย ไม่ได้สอนให้เด็กรู้จักการควบคุมอารมณ์ หรือสื่อทางโทรทัศน์ที่มีความรุนแรง ก็ส่งผลให้เด็กเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและก้าวร้าวได้


นอกจากนี้ความผิดปกติบางอย่างเช่น โรคสมาธิสั้น ก็เป็นสาเหตุนำมาซึ่งความก้าวร้าวในเด็กได้ค่ะ แล้วเราจะแก้ไขพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กเล็กได้อย่างไร?


คุณพ่อคุณแม่รวมถึงสมาชิกทุกคนในครอบครัวมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการแก้ไขพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็ก ๆ โดย เริ่มตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กตามวัย และพยายามปรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยการให้เหตุผลแก่ลูก เด็กเล็ก ๆ สามารถเข้าใจเหตุผลสั้น ๆ ง่าย ๆ ได้นะคะ เช่น “ ไม่แหย่หมานะคะ เพราะหมาจะกัด ” เป็นต้น โดยคุณแม่ควรใช้ท่าทาง และน้ำเสียงที่หนักแน่น จริงจัง นอกจากนี้อาจหาสิ่งทดแทนที่ลูกสนใจทำแทนได้ เช่น ชวนเล่นตุ๊กตาแทน ที่สำคัญคือครอบครัวควรเป็นแบบอย่างที่ดี หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ ทะเลาะกันในบ้าน เพื่อไม่ให้ลูกเลียนแบบสิ่งที่เห็น หากลูกไม่แสดงความก้าวร้าวทำร้ายผู้อื่นแล้วควรแสดงความชื่นชม เช่น กอดลูก ชมว่า “ หนูเก่งมาก ”


ถ้าคุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องทำโทษลูกจะทำได้หรือไม่ และควรทำอย่างไร?


หากเด็กมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มจากการบอกห้ามและให้เหตุผล การเลิกให้ความสนใจแก่เด็กในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็เป็นการทำโทษวิธีหนึ่ง เพราะเด็กทุกคนต้องการความสนใจจากผู้ใหญ่ หากทำแล้วยังไม่ได้ผล อาจดุว่าลูกได้ แต่ไม่ควรตีเพราะการตีจะทำให้เด็กโกรธและยังสะสมความไม่พอใจ จึงอาจตีโต้ตอบหรือแสดงพฤติกรรมรุนแรงอื่น ๆ ตามมาได้ค่ะ


คุณพ่อคุณแม่จะสามารถป้องกันไม่ให้ลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าวได้อย่างไร?


คุณพ่อ คุณแม่ และผู้เลี้ยงดูเด็กทุกคนควรร่วมมือกันป้องกันไม่ให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวค่ะ คุณพ่อ คุณแม่ควรเป็นต้นแบบของการควบคุมอารมณ์โกรธโดยไม่ใช้ความรุนแรง เช่น พูดคุยกันดี ๆ และมีเหตุผลในบ้านเมื่อมีปัญหาความขัดแย้ง ไม่มีการทำร้ายร่างกายกัน เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็ก สร้างความภาคภูมิใจในตัวเองให้เด็กโดยชมเชยให้เด็กรับรู้ได้ทันทีเมื่อทำดี นอกจากนี้ คุณพ่อ คุณแม่ ไม่ควรให้เด็กดูโทรทัศน์หรือสื่อต่าง ๆ ที่มีแบบอย่างของพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง และเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ไม่ควรดูโทรทัศน์เลยนะคะ เพราะอาจทำให้เด็กพูดช้า สื่อสารลำบาก นำมาซึ่งพฤติกรรมก้าวร้าวได้ค่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก theasianparent






ด้วยความปรารถนาดีจาก... อเลอไทด์ Alertide ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสมองและระบบประสาท ลดปัญหาภาวะสมาธิสั้นในเด็ก ช่วยให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น นิ่งขึ้น และเรียนดีขึ้น ช่วยในการบำรุงสมอง ช่วยเรื่องความจำ และการเรียนรู้ การสร้างความจำ รักษาความจำ รวมถึงช่วยฟื้นฟูเซลส์สมองที่เสียหาย หรือเสื่อมสภาพให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ขึ้น
alertide,อเลไทด์,สมอง,ยาครุสลา,อัลไซเมอร์,อาหารบำรุงสมอง
อเลอไทด์ alertide



สอบถามเพิ่มเติม
อั้ม ณัฐกานต์
Line ID : @cuq2079y
Fan page: อาหารบำรุงสมอง
Website: www.myhomealertide.com/p/15
Website: http://alertbtalertide.lnwshop.com
Tel: 064-2616445

30 ลักษณะของ เด็กอัจฉริยะ ที่พ่อแม่สังเกตได้


เด็กอัจฉริยะ,ความจำดี,มีเหตุผล
เด็กอัจฉริยะ


30 ลักษณะของ เด็กอัจฉริยะ ที่พ่อแม่สังเกตได้  

ลักษณะของ เด็กอัจฉริยะ มีดังต่อไปนี้ 

1. เป็นนักคิดเรื่องของเหตุผล

2. มักเรียนรู้เรื่องต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

3. สามารถจดจำคำศัพท์ ต่างๆ ได้จำนวนมาก

4. มีความจำเป็นเยี่ยม

5. ถ้าสนใจอะไรแล้วจะมีสมาธิสนใจ จดจ่อได้เป็นเวลานาน

6. เป็นคนอ่อนไหว จึงรู้สึกเจ็บปวด ผิดหวังได้ง่าย

7. คาดหวังว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์ ซึ่งในวัยอนุบาล เด็กปัญญาเลิศบางคนอาจจะค่อนข้างเจ้ากี้เจ้าการ พยายามจัดการงานหรือเพื่อนๆ ตามที่ตัวเองต้องการ และจะผิดหวังง่ายเมื่อคนอื่นไม่เห็นด้วย หรือไม่ร่วมมือ เมื่อโตขึ้นเข้าวัยประถม เด็กปัญญาเลิศมักจะมีมาตรฐานสูง ทุกสิ่งทุกอย่างต้องดีพร้อม ประกอบกับชอบสั่งผู้อื่น ชอบทำตัวเป็นเจ้านาย พยายามบริหารจัดการเพื่อน ครู ไปจนถึงพ่อแม่

8. ตึงเครียดง่าย การที่เด็กปัญญาเลิศมักจะเครียดง่าย อ่อนไหวง่าย อาจทำให้ถูกผู้ใหญ่มองว่าดื้อ ต่อต้านคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครู โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าถูกดุว่าหรือลงโทษ หรือถูกมองว่าชอบทำอะไรแตกต่างจากคนอื่น

9. มีความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดีสูง

10. มีความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าเด็กทั่วไป

11. มีวุฒิภาวะดีกว่าเด็กอื่นๆ ในวัยเดียวกัน

12. หมกมุ่นเฉพาะเรื่องที่ตนเองสนใจ

13. มีพลังมากในการทำสิ่งต่างๆ อาจถูกวินิจฉัยผิดเป็นโรคสมาธิสั้น เนื่องจากเด็กปัญญาเลิศมักมีลักษณะอ่อนไหว ตึงเครียดง่าย หุนหันพลันแล่น อดทนรออะไรไม่ได้ ค่อนข้างซน อยู่ไม่นิ่ง จึงอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น

14. ชอบคบเพื่อนที่อายุมากกว่าหรือผู้ใหญ่

15. บางทีอาจมีท่าทีท้าทายโต้แย้งผู้ใหญ่

16. มีความสนใจในเรื่องต่างๆ มากมาย

17. มีอารมณ์ขัน แต่มักเป็นอารมณ์ขันที่เพื่อนไม่เข้าใจ

18. เป็นนักอ่านตัวยง ถ้าอายุยังน้อย เช่นวัยก่อนอนุบาล อ่านหนังสือเองไม่ได้ ก็ชอบที่จะให้พ่อแม่อ่านให้ฟัง เด็กส่วนใหญ่ถ้ายังไม่ได้เข้าโรงเรียนมักอ่านหนังสือไม่ได้ โรงเรียนอนุบาลส่วนใหญ่ก็มักจะ ยังไม่ได้สอนการอ่าน แต่เด็กปัญญาเลิศบางคนอ่านหนังสือได้เร็วกว่าปกติ และอ่านได้ตั้งแต่วัยอนุบาล

19. ผดุงความยุติธรรม ชอบความถูกต้อง เป็นธรรม

20. มีความเมตตา กรุณาและเห็นอกเห็นใจคนอื่นและสัตว์เลี้ยง

21. การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ดีเกินวัย

22. เป็นนักสังเกตการณ์ชั้นยอด

23. ชอบทำการทดลองเพื่อหาคำตอบในการแก้ปัญหา

24. มีจินตนาการกว้างไกล

25. มีความคิดสร้างสรรค์

26. ชอบซักถาม

27. มีอัจฉริยภาพด้านการคำนวณ

28. มีความสามารถสูงในการต่อจิ๊กซอว์

29. เด็กปัญญาเลิศมักมีความมั่นใจในความสามารถเกี่ยวกับเรื่องการเรียนของตนเองสูง นอกจากนี้แล้ว ยังต้องการหลักสูตรการศึกษาซึ่งท้าทายมากกว่าเด็กทั่วๆ ไป

30. เด็กปัญญาเลิศบางคนอาจมีพรสวรรค์เป็นพิเศษในด้านดนตรี ศิลปะ วรรณกรรม หรือการคิดแบบวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้ถ้าลูกของคุณพ่อคุณแม่ มีลักษณะดังกล่าวข้างต้นนี้อยู่หลายข้อ ก็ควรปรึกษากับคุณครูและกุมารแพทย์ เพื่อจะได้ช่วยกันดูว่าจะช่วยให้ลูกได้พัฒนาความสามารถพิเศษของเขาได้อย่างเต็มที่ได้อย่างไรบ้างนั่นเอง


▶▶ ด้วยความปรารถนาดีจาก "อเลอไทด์ ALERTIDE"บำรุงสมองและระบบประสาท ช่วยฟื้นฟูสมองและบำรุงระบบประสาทและสมองช่วยเพิ่มความจำ เสริมสร้างสมาธิ และความสามารถในการเรียนรู้


alertide,อเลอไทด์,อาหารบำรุงสมอง,วิตามินบำรุงสมอง,วิตามินบี,ยาครูสลา
alertide



สอบถามเพิ่มเติม
อั้ม ณัฐกานต์
Line ID : @nattakan
Fan page: อาหารบำรุงสมอง
Website: www.myhomealertide.com/p/15
Website: http://alertbtalertide.lnwshop.com
Tel: 064-2616445


อาหารเสริม.....ดีจริงไหม?????

อาหารเสริม,วิตามิน,คอลลาเจน
อาหารเสริม


อาหารเสริม.....ดีจริงไหม?????

ก่อนจะโจมตี  คุณรู้จัก หรือเข้าถึงอาหารเสริม ดีพอหรือยัง



หากไม่ดีจริง....นายแพทย์ ไลนัส พอลลิ่ง คงไม่แนะนำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็ง กินวิตามินซี ที่เป็นกลางสูงถึงวันละ 


สี่หมื่นมิลลิกรัม เพื่อป้องกันมะเร็ง จนท่านได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ ถึง 2 ครั้ง ท่านเป็นมะเร็งตั้งแต่ 60 ปี มาเสียชีวิตเอาตอน 93 ปี

- หากไม่ดีจริง....หมอรักษาเบาหวาน คงไม่แนะนำให้ผู้ป่วยรับประทาน โคเมี่ยม เพื่อป้องกันการลุกลามของอาการเบาหวาน เพื่อกระตุ้น การทำงานของอีซูลิน

- หากไม่ดีจริง....ทำไมมีแพทย์ หลายท่าน เป็นเจ้าของบริษัท อาหารเสริม

- หากไม่ดีจริง.... ทำไมบริษัทยา จึงหันมาทุ่มงบประมาณในการวิจัย และผลิต อาหารเสริม รวมทั้งการซื้อหุ้นบริษัท อาหารเสริม

- หากไม่ดีจริง.... ทำไมมีการผลิตเครื่องดื่มที่ผสม อาหารเสริมวางขายตามห้างสะดวกซื้อมากมาย ในอัตราที่เพิ่มสูง จนน่าตกใจ และขายดี

- หากไม่ดีจริง.... ทำไมบริษัทผลิตยาลงมาเล่นเอง โดยผลิต อาหารเสริมบำรุงสมอง ป้องกันโรคหัวใจ และทุ่มโฆษณาด้วยงบมหาศาล

- หากไม่ดีจริง....บุคลากร ทางการแพทย์ จึงเปลี่ยนงานทางการแพทย์ มาทำธุรกิจ ขายอาหารเสริม ในจำนวนที่สูงมากเป็นประวัติการณ์

- หากไม่ดีจริง....ทำไม ต่างชาติ จึงขอจด Patent เป็นเจ้าของอาหารเสริมนั้นๆ

- หากไม่ดีจริง....ทำไมยอดส่งออก อาหารเสริมไทย ด้วยสมุนไพร จึงก้าวกระโดด

- หากไม่ดีจริง....ทำไมยอดขายอาหารเสริม บริษัทขายตรง ระบบเครือข่ายออนไลน์ จึงพุ่งสวนกระแสเศรษฐกิจขาลง และพุ่งแรงเมื่อเศรษฐกิจขาขึ้น

- หากไม่ดีจริง....ทำไมผู้เข้าฟัง ผลิตภัณฑ์ อาหารเสริมจึงเพิ่มมากขึ้น ทั้งจำนวน และรอบที่บรรยาย


อาหารเสริม...ดีจริงไหม...?????  คงไม่ต้องรอคำตอบ



สอบถามเพิ่มเติม

อั้ม ณัฐกานต์  064-2616445
คลิ๊กเพิ่มเพื่อน  http://line.me/ti/p/@nattakan

อาหารบํารุงสมองลูกในครรภ์…ฉลาดตั้งแต่อยู่ในท้อง !!


อเลอไทด์,alertide,ปลา,โปรตีน,วิตามิน,คาร์โบไฮเดรต,ไอโอดีน,ธาตุเหล็ก,โฟเลต,อะซิติวโคลีน
อาหารบำรุงสมองทารก

การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่ เป็นเรื่องสำคัญอย่างมากสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เนื่องจากอาหารที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลถึงลูกโดยตรง หากคุณแม่อยากจะให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่สมบูรณ์และออกมาลืมตาดูโลกด้วยความแข็งแรงในทุก ๆ ด้าน นอกเหนือจากพัฒนาการและความสมบูรณ์แข็งแรงของลูกแล้ว “ความฉลาด” ของลูกก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่พ่อและแม่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งคุณแม่สามารถกระตุ้นการทำงานของสมองลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์ได้ด้วยการรับประทานอาหารเหล่านี้ค่ะ



อาหารบํารุงสมองทารกในครรภ์

1. กรดไขมันโอเมก้า 3 จากปลาทะเล (Omega-3 fatty acids) ปลาทะเลอย่าง ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาซาบะ ปลาแมคเคอเรล ปลานิลทะเล ปลาดุกทะเล ฯลฯ รวมถึงหอยนางรม หอยพัด หอยกาบ กุ้ง และปลาหมึก จะอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ช่วยในเรื่องการกระตุ้นสมอง บำรุงเซลล์สมอง และเพิ่มประสิทธิภาพความจำ 


โดยมีผลการศึกษาวิจัยที่พบว่า ยิ่งคุณแม่ตั้งครรภ์รับประทานปลามากในช่วง 2 ไตรมาสแรก ทารกในครรภ์ก็จะยิ่งมีพัฒนาการด้านสติปัญญาสูงมากขึ้น (ศึกษาจากการวัดระดับคะแนนด้านสติปัญญาของทารกเมื่ออายุ 6 เดือน) 


อย่างไรก็ตามคุณแม่ก็ควรหลีกเลี่ยงหรือระมัดระวังสารปรอทที่อาจเจือปนมาจากปลาบางชนิดหรือบางตัวด้วย เช่น ปลาที่ควรหลีกเลี่ยง ปลาฉลาม ปลาอินทรี ปลาไทล์ฟิช ปลากระโทงแทงดาบ ปลาทูน่า ปลากระพง ปลาฮาลิบัต ปลามาลิน ปลาวอลล์อาย ปลาจำพวกกะพงปากกว้าง ปลาเก๋า ปลาสำลีน้ำลึก ฯลฯ เพราะปลาพวกนี้จะมีสารปรอทเจือปนอยู่มาก และควรหันมาเลือกรับประทานปลาทะเลชนิดอื่น ๆ ที่มีสารปรอทเจือปนอยู่น้อยแทน (คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับ DHA วันละ 300 มิลลิกรัม ซึ่งเหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่ 2-3 เพื่อการเจริญเติบโตของเซลล์สมอง)



2.โฟเลต (กรดโฟลิก) เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยสร้างเซลล์สมอง ระบบประสาท และไขสันหลังให้ทารกในครรภ์ การได้รับโฟเลตไม่เพียงพออาจส่งผลให้ทารกในครรภ์เกิดความพิการทางสมองและมีความเสี่ยงต่อการเป็นท่อระบบประสาทผิดปกติ เช่น Spina Bifida ลดลงอย่างชัดเจน ถ้าคุณแม่ได้รับโฟเลตในช่วงระหว่างที่มีการปฏิสนธิและในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ 


แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโฟเลต ได้แก่ ไข่แดง ตับ ผักใบเขียวเข้ม แคร์รอต แคนตาลูป ฟักทอง เอพริคอต อะโวคาโด อาร์ทิโชก ถั่ว แป้งไรย์แบบสีเข้มที่ไม่ผ่านการขัดสี ทอร์ทูลายีสต์ ฯลฯ (คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับโฟเลตวันละ 400-800 ไมโครกรัม  ซึ่งเหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกไตรมาส โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ซึ่งมีการสร้างเซลล์ใหม่เป็นจำนวนมาก 


หากได้รับโฟเลตไม่เพียงพอในช่วงไตรมาสที่ 2-3 จะทำให้ทารกมีความเสี่ยงต่อพัฒนาการทางสมองและประสาทไขสันหลัง อาจทำให้ทารกมีความพิการทางสมองและประสาทได้)



3.ธาตุเหล็ก คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นจากปกติเป็น 2 เท่า เพราะธาตุเหล็กสามารถช่วยเสริมสร้างการทำงานของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงได้ ซึ่งจะช่วยนำออกซิเจนไปให้ทารกในครรภ์อีกทอดหนึ่ง ถ้าคุณแม่ขาดธาตุเหล็ก ทารกก็จะขาดออกซิเจนตามไปด้วย ซึ่งการขาดออกซิเจนของทารกในครรภ์อาจทำให้ทารกมีความเสี่ยงที่จะมีพัฒนาการล่าช้าและมีระดับไอคิวที่ไม่สูงเท่าที่ควร

 

ดังนั้นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเป็นประจำ เช่น เนื้อแดง เนื้อวัว เนื้อหมู ตับ ไข่แดง หอยกาบ หอยนางรม ผลิตภัณฑ์จากธัญพืช ลูกพีชแห้ง ถั่วต่าง ๆ ข้าวโอ๊ต กากน้ำตาล หน่อไม้ฝรั่ง ผักกูด ถั่วฝักยาว ผักแว่น เห็ดฟาง พริกหวาน ใบแมงลัก ใบกะเพรา มะกอก กระถิน ฯลฯ (คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับธาตุเหล็กวันละ 30 มิลลิกรัม / เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่ 2-3 เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณของเลือดและสะสมน้ำนมในช่วงนี้)


4.ไอโอดีน เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อพัฒนาการทางสมอง ระบบประสาท และความจำของลูกน้อยในครรภ์ หากคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้รับไอโอดีนไม่เพียงต่อความต้องการอาจจะทำให้เป็นโรคคอพอกได้ และจะส่งผลถึงทารกโดยตรงคือ ทำให้ทารกมีน้ำหนักตัวน้อย แคระแกร็น และมีสติปัญญาต่ำ 


แหล่งอาหารที่มีไอโอดีน เช่น เกลือเสริมไอโอดีนและอาหารทะเลทุกชนิด เช่น ปลาทะเล กุ้ง ปู หอย ปลาหมึก สาหร่ายทะเลสีน้ำตาล ฯลฯ รวมถึงผักที่ปลูกในดินที่มีแร่ธาตุไอโอดีนสูง (คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับไอโอดีนวันละ 175-200 ไมโครกรัม  ซึ่งเหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่ 2-3 เพราะในขณะตั้งครรภ์ต่อมไทรอยด์จะทำงานหนักขึ้น ร่างกายจึงต้องการไอโอดีนเพิ่มขึ้น)



5.โปรตีน อาหารที่มีโปรตีนมีความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างเซลล์ของทารกในครรภ์ มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสมอง ถ้าลูกได้รับโปรตีนไม่เพียงพอจะทำให้สมองมีขนาดเล็กกว่าปกติ


อาหารที่เป็นแหล่งของโปรตีน ได้แก่ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ทุกชนิดและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนื้อปลา นม ไข่ ฯลฯ รวมถึงถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองด้วย เช่น นมถั่วเหลือง เต้าหู้ ฯลฯ 


อาหารที่มีโปรตีนสูงและเหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่อยากแนะนำก็คือ โยเกิร์ตสำหรับมื้อเช้า ซุปถั่วสำหรับมื้อเที่ยง ขนมปังทาเนยถั่วเป็นของว่าง และเนื้อวัวไม่ติดมันสำหรับมื้อเย็น (คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับโปรตีนวันละ 60 กรัม  ซึ่งเหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกไตรมาส เพราะโปรตีนเป็นสารอาหารหลักที่ช่วยในการสร้างและเพิ่มขนาดเซลล์ เพิ่มปริมาณเลือด สร้างน้ำย่อย เสริมภูมิคุ้มกัน และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ)




6.คาร์โบไฮเดรต เมื่อร่างกายย่อยอาหารจำพวกแป้งแล้วจะเปลี่ยนเป็นกลูโคสหรือน้ำตาลที่มีขนาดเล็กที่สุด เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานให้แก่ร่างกาย และเป็นอาหารที่จำเป็นต่อสมองของลูกในครรภ์ 


ส่วนอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตจะมีอยู่ด้วยกัน 5 ประเภทด้วยกัน คือ ธัญพืช ผัก นม ขนมหวาน และน้ำหวานชนิดต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ข้าวเจ้า ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวฟ่าง เผือก มันเทศ มันสำปะหลัง อ้อย ผลไม้ต่าง ๆ ฯลฯ ส่วนในสัตว์จะพบได้น้อยกว่าในพืช (ผู้ใหญ่ควรได้รับคาร์โบไฮเดรตไม่น้อยกว่าวันละ 50-100 กรัม  ซึ่งเหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่ 1 เพราะในช่วงไตรมาสแรกคุณแม่จะมีอาการแพ้ท้อง คาร์โบไฮเดรตที่เป็นอาหารที่กินง่ายและย่อยง่าย จึงช่วยเสริมพลังให้กับคุณแม่ได้เป็นอย่างดี)




7. อะเซทิลโคลีน เป็นสารที่พบได้ในขนมปังโฮลวีตและข้าวซ้อมมือ ซึ่งมีประโยชน์ช่วยในการทำงานของระบบประสาทให้เชื่อมโยงกับเซลล์สมอง เพื่อทำหน้าที่ส่งข้อมูลได้รวดเร็ว จึงทำให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีตามไปด้วย นอกจากการรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่แล้ว 


คุณแม่ตั้งครรภ์ควรดื่มน้ำให้มากพอด้วย อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว หากอยากให้ลูกน้อยมีพัฒนาการทางสมองที่สมวัย เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของสมองและช่วยหล่อเลี้ยงเซลล์ในสมอง (เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกไตรมาส)




8. วิตามินบี 1 เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับพัฒนาการทางสมองส่วนกลางของทารกในครรภ์ แหล่งที่พบวิตามินบี 1 ตามธรรมชาติ ได้แก่ ผัก โฮลวีท ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต ถั่วลิสง รำข้าว เปลือกข้าว เมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี บริวเวอร์ยีสต์ นม ไข่แดง ปลา เนื้อออร์แกนิก เนื้อหมูไม่ติดมัน เป็นต้น (คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับวิตามินบี 1 วันละ 1.5-1.6 มิลลิกรัม)




9. วิตามินบี 2 เป็นวิตามินที่ช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตและการพัฒนาสมองของลูกในครรภ์ หากได้รับในปริมาณที่ไม่เพียง พอ อาจทำให้สมองของทารกมีขนาดเล็กได้ แหล่งที่พบวิตามินบี 2 ในธรรมชาติ ได้แก่ ไข่ นม ถั่ว โยเกิร์ต ชีส ผักใบเขียว ปลา ตับ เป็นต้น (คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับวิตามินบี 2 วันละ 1.6 มิลลิกรัม ซึ่งเหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกไตรมาส เพื่อช่วยในการเจริญเติบโต ช่วยให้เม็ดเลือดแดงคงสภาพ และรักษาสุขภาพของระบบประสาท)




10. วิตามินบี 6 เป็นวิตามินที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของสมองและระบบประสาทของทารกในครรภ์ และช่วยลดอาการแพ้ท้องได้ แหล่งที่พบวิตามินบี 6 ตามธรรมชาติ ได้แก่ ข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี รำข้าว จมูกข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ถั่วลิสง ถั่วเหลือง วอลนัต บริวเวอร์ยีสต์ กะหล่ำปลี กากน้ำตาล แคนตาลูป ไข่ ตับ ปลา เป็นต้น (คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับวิตามินบี 6 วันละ 2.2 มิลลิกรัม  ซึ่งเหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกช่วงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงแรกที่คุณแม่มีอาการแพ้ท้อง)





11. วิตามินบี 12 เป็นวิตามินที่ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม ความจำเสื่อม และช่วยให้การทำงานของสมองและระบบประสาทเป็นปกติ วิตามินบี 12 จะพบในผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์เป็นหลัก ส่วนอาหารจากพืชจะไม่มีวิตามินบี 12 โดยอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 12 ได้แก่ ตับ นม ไข่แดง ชีส ปลา เนื้อหมู เนื้อวัว หอยนางรม เป็นต้น (คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับวิตามินบี 12 วันละ 2.2 ไมโครกรัม 



เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกช่วงการตั้งครรภ์ เพราะวิตามินชนิดนี้จะช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงมีขนาดปกติ ไม่ขาดธาตุเหล็ก จึงช่วยให้การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์เป็นไปอย่างปกติ เซลล์สมองได้เลือดไปหล่อเลี้ยง ได้รับสารอาหารและออกซิเจนอย่างเพียงพอ)





12. วิตามินอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับทารก ได้แก่ วิตามินซี ควรได้รับวันละ 70-95 มิลลิกรัม

วิตามินอี ควรได้รับวันละ 10 หน่วยสากล (ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของกล้ามเนื้อและเซลล์เม็ดเลือดของทารกในครรภ์ การขาดวิตามินชนิดนี้จะทำให้ทารกที่คลอดออกมามีน้ำหนักตัวน้อย)

วิตามินดี ควรได้รับวันละ 400 หน่วยสากล (ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกให้แก่ทารกในครรภ์)

แคลเซียม ควรได้รับวันละ 1,200-1,500 มิลลิกรัม (มีความสำคัญต่อการพัฒนากระดูกของทารก)

แมกนีเซียม ควรได้รับวันละ 300-355 มิลลิกรัม

ฟอสฟอรัส ควรได้รับวันละ 1,200 มิลลิกรัมขึ้นไป

ซีลีเนียม ควรได้รับวันละ 65 ไมโครกรัม

ซิงค์หรือสังกะสี ควรได้รับวันละ 15 มิลลิกรัม (มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ของทารกในครรภ์)

ทองแดง สำหรับผู้ใหญ่ควรได้รับวันละ 1.5-3 มิลลิกรัม (ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ)





13. ผักและผลไม้ช่วยปกป้องสมองลูกได้ เนื่องจากผักและผลไม้นั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระนี้ ช่วยป้องกันเนื้อเยื่อสมองของลูกไม่ให้เสียหายหรือถูกทำลายได้ คุณแม่ควรเลือกรับประทานผักที่มีสีสดใสหรือสีเข้ม เพราะจะมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าปกติ เช่น ผักใบสีเขียวเข้ม มะเขือเทศ มะละกอ บลูเบอร์รี่ ฯลฯ





14. วิตามินสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ (Prenatal Vitamin) เป็นอาหารเสริมที่จะช่วยทำให้ทารกในครรภ์ของคุณแม่ได้รับสารอาหารสำคัญและจำเป็นอย่างครบถ้วน เช่น กรดโฟลิกและวิตามินบี 12 ที่ช่วยเสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง, วิตามินดีที่ช่วยในเรื่องการสร้างกระดูก, ซิงค์หรือสังกะสีที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมอง ฯลฯ อย่างไรก็ตามคุณแม่ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะหามารับประทานด้วยนะครับ เพราะบางทีคุณแม่ที่รับประทานอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่หรือรับประทานวิตามินที่หมอสั่งมา





ด้วยความปรารถนาดี... อเลอไทด์  Alertide วิตามินดูแลฟื้นฟูเซลล์สมอง และระบบประสาท ช่วยในการจำ การคิดวิเคราะห์ 






สอบถามเพิ่มเติม อั้ม ณัฐกานต์
Fan page: อาหารบำรุงสมอง
Fan page: วิตามินบำรุงสมอง อเลอไทด์ alertide 064-2616445 by อั้ม ณัฐกานต์
Line: @nattakan
Website: www.myhomealertide.com/p/15
Website: http://alertbtalertide.lnwshop.com
Tel: 064-2616445